The Half of It รักไม่โรแมนติกของอลิซ วู

เอลลี่ ชู คือนักเรียนหญิงหัวดี เธอรับเขียนเรียงความให้เพื่อนร่วมชั้น วันหนึ่ง พอล มันสกี้ ขอให้เอลลี่ช่วยเขียนจดหมายรักให้แอสเตอร์ หญิงที่เขาตกหลุมรัก แต่เขาหารู้ไม่ว่า เอลลี่ก็แอบรักแอสเตอร์เช่นกัน

The Half of It เป็นผลงานกำกับเรื่องที่สองของอลิซ วู (จาก Saving Face) ที่คนดูต่างตกหลุมรัก หนังอเมริกันที่มีคนเอเชีย-อเมริกันเป็นตัวเอก พ่วงประเด็น LGBT การันตีด้วยรางวัลภาพยนตร์เล่าเรื่องยอดเยี่ยม (Best Narrative Feature) จากเทศกาลภาพยนตร์ทริเบกา (Tribeca Film Festival) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

1. “คนที่ทำให้ฉันใจสลายหลังเปิดตัวว่าเป็นเลสเบี้ยนคือผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง”

ผู้กำกับชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียอย่าง อลิซ วู เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเธอมีเพื่อนผู้ชายแท้ผิวขาวอยู่คนหนึ่ง แม้เขาไม่ใช่คนประเภทที่เธอคิดว่า ‘เอาล่ะ ฉันจะต้องซี้กับตานี่’ แต่สุดท้ายทั้งสองก็สนิทกัน และแม้เธอจะเปิดตัวว่าเป็นเกย์ เขาก็ยังปฏิบัติกับเธออย่างปกติและช่วยเธอผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้

ต่อมาพอเธอย้ายไปทำงานที่อื่น และเขาก็คบกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งระแวงอลิซ แม้จะรู้ว่าอลิซเป็นเกย์ก็ตาม วันหนึ่งเขากับอลิซคุยกัน “ฉันไม่เข้าใจเลย ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรา มันก็คงเกิดไปแล้วไปใช่เหรอ” เธอถาม “หล่อนไม่ได้กลัวว่าเราจะหลับนอนหรืออะไรด้วยกันหรอก ความใกล้ชิดของเราต่างหากที่ทำให้หล่อนกังวล” เขาตอบ

“แต่พอฉันโตขึ้น ฉันก็เข้าใจความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกหึงหวงซึ่งเป็นปกติของมนุษย์ และสิ่งที่ฉันชอบในตัวละครของฉันก็คือพวกเขาก็มีจุดบกพร่องเหล่านี้แหละ”


2. 16 ปีที่ห่างหายไป

The Half of It คือผลงานกำกับเรื่องที่สองของอลิซ วู หนังเรื่องก่อนหน้าคือเรื่อง Saving Face เมื่อ 16 ปีก่อน พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวเลสเบี้ยนในย่านคนจีนที่ควีนส์ และเป็นหนึ่งในหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกๆ ที่เล่าถึงคนจีนในสหรัฐฯ และมีตัวละครเอกเป็นเลสเบี้ยน

สาเหตุที่เธอหายจากการกำกับไปนานก็เพราะต้องคอยเฝ้าดูแลแม่ที่ป่วยและเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นประจำ และตัดสินใจออกจากวงการไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เธอไม่ได้เขียนอะไรอีกเลย The Half of It เป็นแค่ไอเดียที่วนเวียนไปมาอยู่ในหัวตั้งแต่เก้าปีก่อน จนเมื่อสองสามปีที่แล้ว แม่อาการดีขึ้นและเธอเพิ่งออกจากความสัมพันธ์อันยาวนานมา เธอก็เริ่มมานั่งคิดว่า “ฉันจะทำอะไรกับชีวิตดี หน้าที่ของฉันก็แค่เป็นลูกสาวหรือแฟนที่ดีให้กับใครบางคนงั้นเหรอ มีอะไรอีกบ้างที่ฉันทำได้ และนั่นก็ทำให้ฉันเริ่มลงมือเขียนอีกครั้ง”


3. ไฮสคูลไม่ใช่ไอเดียเริ่มแรก

ในบทร่างแรกๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของวัยรุ่นมัธยมปลายในโรงเรียน แต่คือเรื่องของเพื่อนเลสเบี้ยนสองคนกับชายแท้ในวัย 20 กว่าๆ ทั้งคู่พยายามทำความเข้าใจความรัก แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ต่อกัน จนอลิซถึงทางตันเพราะไม่สามารถหาวิธีจบเรื่องที่เธอพอใจได้ และนั่นทำให้โรงเรียนมัธยมปลายเข้ามามีบทบาท เพราะอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงมัธยมปลายล้วนให้ความรู้สึกราวกับเป็นครั้งแรก และเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน ทุกสิ่งต่างดูล้นไปหมด ซึ่งคุณจะพบกับอารมณ์ทุกรูปแบบในเวลาอันรวดเร็วมาก

ภาพฉูดฉาดในโรงเรียนมัธยมปลาย และบ้านแสนอบอุ่น คือโลกทั้งสองของเอลลี่ ซึ่งผกก.อลิซตั้งใจใส่ความรู้สึกเกินจริงนิดๆ ลงไปในโลกของโรงเรียนม.ปลาย เพราะคนดูจะรู้สึกถึงความจริงมากขึ้นไปอีก เมื่อตัดสลับไปที่ภาพชีวิตธรรมดาๆ ของเอลลี่ที่บ้าน


4. ชีวิตวัยรุ่นสุดเซ็ง

“ฉันไม่รู้ว่าชีวิตในโรงเรียนม.ปลายของคนอื่นเป็นยังไง แต่ของฉันค่อนข้างเงียบเหงา ฉันรู้สึกว่าชีวิตของทุกคนในโรงเรียนดูมีสีสันและมหัศจรรย์ ส่วนชีวิตของฉันแสนน่าเบื่อ”

เรื่องราวใน The Half of It เกิดในเมืองสมมติที่ชื่อสควอเฮมิช ตัวแทนของเมืองชนบทในสหรัฐฯ และถ่ายทำในเมืองที่อลิซเคยใช้ชีวิตตอนวัยรุ่น (อีสต์วอชิงตัน) เมืองที่อลิซใช้ชีวิตตอนวัยรุ่น เอลลี่คือตัวละครหลักที่มีเชื้อสายจีน ครอบครัวเธออพยพมาอยู่เมืองนี้ตั้งแต่ตอนเธอเด็กๆ มีความรู้สึกไม่เข้าพวกเกิดขึ้นเพราะเธอเป็นเพียงครอบครัวผู้อพยพครอบครัวเดียวในเมือง อลิซเล่าว่าปกติเราจะไม่เห็นคนกลุ่มนี้ในหนัง หรือถ้าเห็นก็เป็นเพียงตัวประกอบ หรือเบื้องหลังอยู่ไกลๆ ซึ่งหลังจากดูหนังจบ เธอหวังว่าคนดูจะตกหลุมรักตัวละคร และฉุกคิดถึงครอบครัวผู้อพยพในเมืองของตัวเอง เพราะแม้จะเป็นเมืองในสหรัฐฯ ที่มีคนขาวอาศัยอยู่มากที่สุด ก็ต้องมีครอบครัวคนผิวสีหรือครอบครัวผู้อพยพอยู่หนึ่งครอบครัว


5. เควียร์กับเอเชียอเมริกัน

“ปกติฉันพูดจีนกลางกับพ่อแม่ แต่เขียนหรืออ่านไม่ได้ ฉันเปิดตัวว่าเป็นเลสฯ กับพวกเขาตอนอยู่ปีท้ายๆ ในวิทยาลัย และทำให้ฉันนึกได้ว่าฉันไม่รู้จักคำว่า เกย์ ในภาษาจีน เพราะมันไม่ใช่คำที่ครอบครัวของเราจะพูดกัน … ฉันเริ่มมานั่งคิดว่า ถ้าคุณไม่รู้แม้กระทั่งแต่คำที่ใช้อธิบายมัน แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณคือสิ่งนั้น

ดังนั้น ฉันคิดว่าถ้าฉันเคยเห็นตัวละครชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่เป็นเควียร์ ฉันอาจจะมีคำหรือภาพในหัว เพราะตอนที่ฉันเปิดตัว ฉันแทบไม่รู้เลยว่ามีใครเป็นเกย์ ยิ่งเป็นคนเชื้อสายเอเชียแล้วยิ่งไม่มีเลย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขามีตัวตนอยู่ ถ้าฉันได้เห็น ฉันอาจมีภาพของพวกเขาอยู่ในหัวมาก่อนบ้าง”

อลิซหวังว่าหนังจะทำให้คนดูนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่ต่างจากคนอื่นนิดๆ คนคนนั้นอาจจะเปิดตัวว่าเป็นเควียร์ หรือเปิดตัวว่าเป็นอะไรก็ตาม


6. รักไม่โรแมนติก

“ฉันเคยคิดว่าความรักมีสมการตายตัวแบบเดียว เช่น A + B – C = ความรัก แล้วพอฉันผ่านโลกมานานขึ้น ก็พบว่าที่จริงมันยังมีอีกหลายสูตร หลากรูปแบบ เกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้”

อลิซพูดถึงไอเดียของความรักที่เธออยากสำรวจ “รักโรแมนติกที่คนเราเชิดชู… เราจะรู้สึกเติมเต็มถ้าเจอรักโรแมนติก วันแต่งงานเป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต แต่หลังจากวันนั้นล่ะ? เราจะมีความสุขน้อยลงงั้นหรือ ชีวิตเรามีอยู่แค่นั้นหรือ” แต่จากประสบการณ์ของอลิซ เธอคิดว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น แม้รักโรแมนติกหรือการตามหาความรักในรูปแบบอื่นจะแสนวิเศษ แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีความสัมพันธ์แบบเพื่อนสนิทด้วย

“ฉันอยากจะเขียนเรื่องราวความรักผ่านความสัมพันธ์ของเพื่อนสองคน คนหนึ่งเป็นชายแท้ อีกคนเป็นเลสเบี้ยน อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณพบใครบางคน และรู้สึกเหมือนเจอเนื้อคู่ แม้จะมีความใกล้ชิดอันลึกซึ้งระหว่างคุณสองคน แต่คุณก็ไม่ได้ปรารถนาถึงเซ็กส์ ฉันอยากเล่าเรื่องจากแง่มุมนั้น และองค์ประกอบหลายๆ อย่างก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างหลังจากฉันเขียนเรื่องให้อยู่ในช่วงม.ปลาย”

“นี่ไม่ใช่หนังที่ประเภทใครลงเอยกับใคร แต่เป็นเรื่องของคนสามคนที่มาเจอกันในห้วงเวลาหนึ่ง ทั้งสามต่างก็เจอเศษเสี้ยวในตัวเองที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่ามี ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่อยากเป็น”


อ้างอิง:

What Alice Wu Wants To Say In ‘The Half Of It’

‘The Half of It’ is Director Alice Wu’s Ode to Platonic Soulmates [Interview]

RELATED ARTICLES