Home Article Special Article ศิลปินผิวสี หญิงขวาจัด อเมริกันชน คนทำหนังโป๊ – 4 หนังจาก SXSW ที่เราอยากดูตอนนี้และเดี๋ยวนี้

ศิลปินผิวสี หญิงขวาจัด อเมริกันชน คนทำหนังโป๊ – 4 หนังจาก SXSW ที่เราอยากดูตอนนี้และเดี๋ยวนี้

ศิลปินผิวสี หญิงขวาจัด อเมริกันชน คนทำหนังโป๊ – 4 หนังจาก SXSW ที่เราอยากดูตอนนี้และเดี๋ยวนี้

เทศกาลหนัง South by Southwest (SXSW) ประจำปี 2022 ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส เพิ่งจบลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกปีที่คึกคัก เต็มไปด้วยหนังสารคดีนักดนตรี และหนังเดบิวต์ของผู้กำกับหน้าใหม่นับไม่ถ้วน ปีนี้มีหนังเรื่องเด่นอย่าง I Love My Dad ว่าด้วยพ่อที่ปลอมตัวเป็นสาวสวยมาสานสัมพันธ์กับลูกชายในโซเชียลมีเดียที่คว้ารางวัลชนะเลิศสาขาหนังเล่าเรื่อง และ Look at Me: XXXTENTACION สารคดีเล่าเรื่องราวชีวิตของแรปเปอร์หนุ่มผู้ถูกยิงเสียชีวิตในวัย 20 เมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราหวังว่าจะได้ดูในเร็ววัน และเหล่านี้คือ 4 เรื่องที่เราอยากพูดถึง


Master of Light

จอร์จ แอนโธนี มอร์ตัน (George Anthony Morton) เป็นศิลปินวาดภาพพอร์ตเทรตที่ได้แรงบันดาลใจและศึกษาเทคนิคจากฝีแปรงของเรมแบรนท์และเหล่าจิตรกรคลาสสิกชื่อก้อง อาจะไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่หากเราไม่ได้รู้ว่า กว่ามอร์ตันจะยืนหยัดในแอตแลนตาในฐานะศิลปินและพ่อลูกหนึ่งได้ เขาได้ถูกคุมขังในคุกมา 11 ปีด้วยข้อหาค้ายาเสพติด ได้ฝึกฝนการวาดภาพที่นั่น และหนังเพิ่งเฉลยว่าที่เขาติดคุกนานขนาดนั้น ‘อาจ’ เป็นเพราะแม่ของเขาให้เบาะแสกับตำรวจเพื่อแลกกับการลดโทษของตัวเอง

ในสารคดีเรื่องนี้ มอร์ตัน ผู้ซึ่งผู้กำกับชาวดัทช์ โรซา รูธ บูสเทน (Rosa Ruth Boesten) เรียกว่าเป็น collaborator มากกว่าซับเจกต์ มีภารกิจสองอย่าง หนึ่ง—เข้าออกแกลเลอรีเพื่อตามหาร่องรอยของคนผิวสีในภาพวาดคลาสสิกจากยุคต่างๆ เพราะภาพที่เขาเห็นในโรงเรียนศิลปะหลังออกมาจากคุกมีแต่คนขาว และหากมีคนผิวสีก็เป็นการนำเสนอที่เต็มไปด้วยการกีดกันและกดทับ สอง—เข้าออกห้องของนักบำบัดเพื่อปลดเปลื้องบาดแผลในจิตใจและความขุ่นเคืองต่อมารดาที่เขาทั้งรักทั้งชัง สาม—เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อวาดภาพพอร์ตเทรตสมาชิกในครอบครัวผู้เสี้ยมสอนให้เขาขายยาและนำพาเขาลงไปยังก้นเหว แต่กระนั้นก็อาจเป็นที่มาของแสงสว่าง เมื่อเขาต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักและเข้าใจรากเหง้าอันเปราะบางและรวดร้าวของตัวเอง

Master of Light คว้ารางวัลชนะเลิศจากเทศกาลและได้รับเสียงชื่นชมอย่างพร้อมเพรียง หนังจริงใจและจับใจอย่างยิ่งเมื่อมอร์ตันเปิดเผยตัวตนและความเจ็บปวดให้เราเห็นโดยไม่เรียกร้องความเห็นใจ แต่ยืนอย่างมั่นคงเพื่อภรรยาผู้มีปูมหลังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลูกสาวผู้เฝ้ามองและชื่นชมพ่อของเธอ และหลานชายที่บ้านเกิดผู้อาจต้องเดินเส้นทางเดียวกับเขาในตอนเด็ก หนังสะท้อนความร้าวรานอันยาวนานข้ามรุ่นของคนผิวสีในอเมริกาที่ยังมีอยู่และทวีความร้ายกาจมากขึ้นทุกที


Soft & Quiet

กระแสขวาจัดยังมีอยู่ในยุค Post-Trump มันฝังรากลึกมากกว่าจะเป็นกระแส และ Soft & Quiet คือหนังสุดเฮี้ยนที่กล้ากะเทาะและเสียดสี countermovement ของ Black Lives Matter รวมถึงความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มคนเชิดชูคนขาว (white supremacists) โดยเฉพาะผู้หญิง ที่รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเธอควรจะได้ ควรจะมี กำลังถูกผู้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติแย่งไป แต่เบ็ธ ดิ อาราอูโช (Beth de Araújo) ผู้กำกับหญิงที่น่าจับตาจาก Sundance Directors Lab และ Screenwriters Lab ไม่ประนีประนอมกับหนังเรื่องแรกของตัวเอง แต่เลือกจะแล่เนื้อเถือหนังตัวละครแบบไม่ให้คนดูเหลือความเห็นใจอะไรให้อีก

หนังเล่าเรื่องของครูโรงเรียนอนุบาลที่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนจัดตั้งกลุ่ม ‘บุตรีแห่งสามัคคีอารยัน’ (‘Daughters for Aryan Unity’) สร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงขาวขวาจัดที่เจ็บปวดกับสังคมพหุวัฒนธรรมได้กินพาย จิบชา แลกเปลี่ยนความอึดอัดคับข้องใจ กล่าวโทษคนดำ เม็กซิกัน และชาวยิวที่แย่งตำแหน่งงานและโอกาสทางการเงิน ก่อนจะกระโดดเข้าไปยังพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่เกินกว่าวาทกรรมเลื่อนลอยและมุ่งหน้าสู่ความรุนแรงทางกายภาพ เมื่อพวกเธอไปมีปากเสียงกับผู้หญิงลูกครึ่งเอเชียนสองคนและตามไปรังควาญพวกเธอถึงบ้าน แล้วหนังก็ปล่อยให้ตัวละครเดินตามความต้องการภายในแบบไม่แตะเบรก

หนังได้รับคำวิจารณ์แบบเสียงแตก บางส่วนบอกว่าหนังไปไกลแบบไม่สมจริง การถ่ายเทคเดียวยาวทั้งเรื่องไม่ใหม่และไม่จำเป็น และหนังก็ไม่ได้ให้ข้อเสนอหรือคำตอบอะไร ส่วนอีกฟากบอกว่าหนังกล้าหาญทางเนื้อหา ไปสุดทางเนื้อเรื่องและสไตล์แบบที่ต้องนั่งจิกเบาะ หายใจไม่ทัน และภาวนาไม่ให้มีอะไรพินาศไปกว่านั้นอีก แต่ไม่ว่าจะรู้สึกไปในทางไหน หนังก็ได้ขมวดความเจ็บปวดร่วมของผู้หญิงขวาจัดในอเมริกาแบบที่เราไม่ค่อยได้เห็นเอาไว้ และนำเสนอว่าที่ปลายสุดของหุบเหวจะเลวร้ายได้แค่ไหน หากสังคมไม่ทำอะไรเพื่อชะลอหรือหยุด ‘เสียงนุ่มๆ เบาๆ’ เหล่านี้ไว้ให้ได้แบบทันท่วงที


The Unknown Country

หญิงสาวจากครอบครัวอเมริกันพื้นเมือง โอกลาลา ลาโกตา เดินทางคนเดียวด้วยรถยนต์จากมินเนอาโพลิสทางตอนเหนือของอเมริกาลงมาจนถึงชายแดนเท็กซัส-เม็กซิโก เราไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร มีเรื่องราวชีวิตแบบไหน หรือกระทั่งกำลังเดินทางไปที่ใด หนังบอกเราน้อยมากเช่นกันเกี่ยวกับปูมหลังของคนอื่นที่เธอพบเจอระหว่างทางและในงานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้อง ส่วนบทสนทนาของตัวละครก็ไม่ได้มีไว้เล่าเรื่อง ไม่ได้มีไว้ให้ฟังผ่านหู แต่มีไว้ให้รู้สึก ไม่ว่าคนดูจะรู้สึกอะไรก็ตาม


นี่คือหนังโรดมูฟวี่เนิบช้าราวบทกวีที่ปล่อยให้กล้องสังเกตการณ์ตัวละครจากระยะไกล ให้แสงธรรมชาติลูบไล้โครงร่างของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักกับผู้คนหลายหลากที่เธอพบเจอตามรายทาง ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาอันแสนสั้นนี้ได้บอกเล่าประวัติศาสตร์ส่วนตัวของตนให้เธอฟัง และหากเรามองว่าประเทศนั้นประกอบไปด้วยผู้คน เช่นนั้น ประวัติศาสตร์ของประเทศก็ย่อมมาจากประวัติศาสตร์ของปัจเจกที่ถูกนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ผู้คนจากมิดเวสต์ขีดเส้นลงมายังเท็กซัสย่อมมีเรื่องราวในใจต่างกันไป และแม้จะเดินทางกี่นานนับ เราก็จะไม่มีทางเข้าใจประเทศหนึ่งได้อย่างรอบด้าน แต่ที่เราจำได้และควรจดจำคือเสียงที่แตกต่างหลากหลายของพวกเขาแต่ละคน

มอร์ริสา มอลท์ซ (Morissa Maltz) ผู้ที่เพิ่งกำกับหนังยาวเป็นครั้งแรก และลิลี่ แกลดสโตน (Lily Gladstone) นักแสดงนำผู้เคยปรากฏตัวอย่างน่าจดจำใน Certain Women ของเคลลี ไรชาร์ดท์ ร่วมกันถ่ายทอดความรู้สึกของปัจเจกชนอเมริกัน—และยิ่งไปกว่านั้นคืออเมริกันชนเผ่า—ที่กำลังพยายามก้าวข้ามความสูญเสียหลากหลายรูปแบบ ผ่านการนำเสนอในทิศทางเดียวกับ Nomadland (2020, Chloé Zhao) และ Songs My Brothers Taught Me (2015, Chloé Zhao) หรือกระทั่ง The Tree of Life (2011, Terrence Malick) แต่คนดูกลุ่มแรกของ The Unknown Country ดูจะรักหนังเรื่องนี้มากกว่า ท่อนหนึ่งของบทวิจารณ์จาก IndieWire กล่าวว่า “The Unknown Country มีความเป็นมนุษย์มากกว่าหนังส่วนใหญ่ในช่วงหลังของมาลิค และอาจจะบอกเล่าอย่างจริงใจกว่า Nomadland เสียด้วยซ้ำ เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะลิลี่ แกลดสโตนไม่ได้เป็นหน้าตาของฮอลลีวู้ดมากเท่าฟรานเชส แม็คดอร์มานด์”


X

การกลับมาของคนทำหนังผีเรโทร ไท เวสต์ (Ti West) แห่ง The House of the Devil (2009) และ The Innkeepers (2011) ใน X เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เมื่อเป็นการกลับมาในรอบ 10 กว่าปี และเป็นการจับมือกับค่ายหนัง A24 ที่กำลังมาแรง โดยในเรื่องนี้ เวสต์จับเอาหนังสแลชเชอร์และหนังโป๊มาชนกันในบ้านไร่เท็กซัสปี 1979 ที่มีเจ้าของเป็นสามีภรรยามีอายุ แต่เมื่อกองถ่ายหนังโป๊ที่มีผู้กำกับและคนเขียนบทเป็นคู่รักพร้อมนักแสดงและทีมงานได้เข้าไปพัก แอบถ่ายทำหนังโป๊ฮาร์ดคอร์ในบ้าน และถูกเจ้าของบ้านจับได้ ความสยดสยองแบบสโลวเบิร์นก็เกิดขึ้น

นอกจากการเอาหนังสอง genre มาแพ็ครวมกัน และคารวะหนังอเมริกันอินดี้ช่วงปลาย 70s อย่าง The Texas Chainsaw Massacre (1974, Tobe Hooper) ด้วยการทำให้มันกลับมาโลดแล่นและ ‘แมส’ อีกครั้ง อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราอยากดู X คือการปรากฏตัวของ มีอา ก็อธ (Mia Goth) ที่เริ่มเป็นที่รู้จักจากหนังเฮี้ยนๆ อย่าง Susperia (2018, Luca Guadagnino), A Cure for Wellness (2016, Gore Verbinski) และหนังเดบิวต์ของเธอ Nymphomaniac: Vol. II (2013, Lars Von Trier) ใน X ก็อธเล่นสองบทควบ หนึ่งในนั้นคือบทหญิงแก่เจ้าของบ้าน เพื่อถ่ายทอดความ ‘หลอน’ ของการแก่ตัวลงและสูญเสียเสน่ห์ทางเพศ เวสต์ให้สัมภาษณ์ว่า เขามีหนังใหม่อีกเรื่องที่ถ่ายทำคู่กับ X ไปแล้วเรียบร้อยเพื่อเล่าปูมหลังของหญิงแก่ปริศนา รวมถึงแย้มว่าอาจมีเรื่องที่สามตามมาอีก “ผมรู้สึกตลอดมาว่าถ้าคุณจะทำหนังสแลชเชอร์สักเรื่อง คุณต้องจัดภาคต่อออกมารัวๆ” เวสต์ว่าอย่างนั้น

“ผมเคารพภาพยนตร์มาก ทั้งในฐานะศิลปะรูปแบบหนึ่งและในฐานะที่มันเป็นสิ่งบ้าๆ ยากๆ ที่คนเราสร้างขึ้นมา ผมรู้สึกว่านับวันคนที่เห็นภาพหนังในรูปแบบนี้มีน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเราถูกกระหน่ำด้วยตอนเทนต์ตลอดเวลา ฉะนั้นผมจึงอยากทำหนังที่ตัวละครในหนังกำลังทำหนัง เพื่อเชื้อเชิญคนดูให้ได้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของกระบวนการทำหนังเรื่องหนึ่ง” เวสต์กล่าว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here